เตรียมลูกรับมือภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม - โรงเรียนเพลินพัฒนา ,โรงเรียนทางเลือก

หน้าแรก
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปงานสัมมนาและเสวนา

รายงานพัฒนาการนักเรียน
ปฏิทินโรงเรียน
ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
   
  เรื่องเด่นเพลินพัฒนา
เตรียมลูกรับมือภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม พิมพ์ อีเมล
  เตรียมลูกรับมือภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อม
บทสัมภาษณ์ดร.บงกช  เศวตามร์
คุณครใหญ่ ฝ่ายมัธยม โรงเรียนเพลินพัฒนา  

บทความจากนิตยสาร add magazine
คอลัมน์ มุมเรียนรู้ ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔
 
     เหตุการณ์บ้านเมืองของเราในระยะไม่กี่เดือนที่ ผ่านมา มีชีวิตผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการเกิดปรากฎการณ์ทั้งทางสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องของอุทกภัยซึ่งครั้งนี้ถือเป็นภัยธรรมชาติที่ กระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างรุนแรง และมีแนวโน้มที่ภัยพิบัติ เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต คำ ถามที่เกิดขึ้นคือสถานศึกษาได้เตรียมลูกของเราให้พร้อมรับมือกับ สถานการณ์นี้อย่างไร วันนี้ จึงขอสัมภาษณ์ดร.บงกช เศวตามร์ คุณครใหญ่ ฝ่ายมัธยม โรงเรียนเพลินพัฒนา
 
ในฐานะสถานศึกษา เราเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

     สถานการณ์วิกฤตจากภัย ธรรมชาติมีหลายรูปแบบ อย่างซึนามิเป็นเรื่องที่เราเข้าไปควบคุมจัดการได้ยาก เราก็ทำได้เพียงเตรียมรับมือ แต่วิกฤติธรรมชาติบางอย่างเช่น ดินถล่ม น้ำท่วม ก็อาจจะมองได้อีกแบบหนึ่ง คือ เป็นเรื่องของการจัดการ เรื่องผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่า ทีนี้ เราจะสอนเด็กๆ ให้เข้าใจก็ต้องชี้ให้เขาเห็นความเชื่อมโยงของธรรมชาติกับการกระทำ ของมนุษย์ ที่จริงเราเอง เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่เราวางตัวเองไว้ในฐานะที่เป็นผู้จัดการตัวใหญ่ ที่ไปจัดกระทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่เข้าใจความสัมพันธ์ในธรรมชาตินี้
 
     ถ้าเราฝึกเด็กๆ ให้มองหลายด้าน ตั้งคำถามบ่อยๆ กับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น และตัวเขามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะอะไร ก็ถือเป็นการเตรียมตัวเขาแบบหนึ่งแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เราก็ทำเป็นประจำ เป็นกระบวนการเรียนรู้หนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกวิชาที่เขาต้องเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติ เด็กๆ ตั้งคำถามได้มากมาย เช่น เราเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ คือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลอย่างนี้หรือเปล่า หรือ เมื่อเกิดผลภัยพิบัติ เราสามารถจัดการตัวเองให้เอาชีวิตรอดได้อย่างไร แล้วอาจจะไม่ใช่แค่นั้น ต้องถามต่อไปด้วยว่า เราจะช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร  
     
     ในฐานะที่เราเป็นโรงเรียน เราทำได้หลายอย่างเพื่อ เตรียมความพร้อมโดยไม่ใช่การสั่งสอน อย่างเราชวนเขาทำกิจกรรมจิตอาสา ที่จริงก็เพื่อให้เขาได้มีประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้คนที่เดือด ร้อนจากภาวะวิกฤต เด็กๆ มีโอกาสที่จะมีความสุขในฐานะผู้ให้ และได้ ข้อมูลที่เขาจะนำมาคิดถึงการเตรียมตัวรับสถานการณ์ต่างๆ ได้อีกด้วย เขาควรต้องรู้ ว่า คนที่เดือดร้อนมากน้อยต่างกันมาจากปัจจัยอะไร ในภาวะอย่างนั้น ยังจะมีทรัพยากรอะไรที่ยังพอใช้พยุงชีวิตอยู่ได้ ความขาดแคลนอะไรที่ทำให้ ทุกข์จริงๆ ฯลฯ ต้องรู้ ว่า การที่เราอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างแห้งสบาย เพราะพื้นที่อื่นทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำให้กับเรา เด็กๆ ต้องรู้ว่า เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เราต้องผูกพันและพึ่งพาคนอื่นๆ ในสังคมนี้ด้วย
 
       
     อีกเรื่องหนึ่งที่ฝึกเขาคือ การเอาชีวิตให้รอดในสถานการณ์คับขัน และยังต้องมีทักษะที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เด็กเพลินพัฒนาเรียนว่ายน้ำตั้งแต่ประถม 1 ด้วยหลักสูตร survival swimming หรือการว่ายน้ำเพื่อเอา ชีวิตรอด ก็ได้รับการ ฝึกฝนและทบทวนกันเรื่อยมา จน ถึงมัธยมต้น เขาก็จะได้ฝึกช่วยชีวิตคนที่จมน้ำโดยที่ตัวเองก็ต้องปลอดภัยด้วย เช่น เขาสามารถทำ CPR (ที่เราเรียกว่าการผายปอด) ทั้งบนบกและในน้ำได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว เขาต้องสังเกตเป็นว่ากระแสน้ำที่อันตรายและไม่อันตรายเป็น อย่างไร โดยดูจากภูมิประเทศ สีของน้ำ สิ่งที่ลอยอยู่ ฯลฯ
 
     
     แล้วถ้าหากเขาจะต้องอยู่กับ มันระยะยาวก็ต้องคิดต่อไปอีก อย่างถ้าหากน้ำท่วมจนไม่มีดินสำหรับปลูกข้าวจริงๆ เขาจะทำอย่างไรได้บ้าง เราก็เตรียมตัวเขาด้วยการพา กันไปเรียนรู้จากคนที่เขาคิดเขาทำอะไรมาบ้างแล้ว เพื่อเอามาคิดต่อยอดได้  เด็กๆ ก็อาจจะมาคิดทำโครงการต่อยอดได้อีกมากมายหลายโครงการ หรือแม้กระทั่งการพานักเรียน ชั้น 10 (ม.4) ไปธรรมยาตรา ซึ่งก็ถือเป็นการฝึกตน แต่ทำให้เรารู้เลยว่า เด็กๆ ของเราสามารถเดินเท้าจากกรุงเทพฯ ไปถึงราชบุรีได้สบายๆ
 
เรื่องเหล่านี้อยู่ในหลักสูตรการเรียนของนักเรียนได้อย่างไร อยู่ในวิชาไหน

     หลักสูตรของโรงเรียนยังใช้ หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา 2551 เป็นพื้นฐาน แต่เราก็นำมาต่อยอดในการกำหนดหลักสูตรสถานศึกษาของเรา และสอดแทรกไป กับการเรียนการสอน อย่างเรื่องจิตอาสา หรือ social contract ก็หา ตัวอย่างคนที่ใช้ความคิดหาวิธีช่วยเหลือสังคมหลายๆ รูปแบบมาเป็นบทความ หรือ VDO Clip ให้นักเรียนได้ เรียนรู้และซึมซับว่า ยังมีอีกหลายวิธีการนอกจากการบริจาคเงินและสิ่งของที่จะช่วย คนอื่นๆ ได้ในระยะสั้นและระยะยาว
 
     
     เรามีกิจกรรมที่เรียกว่า โครงงานชื่นใจได้เรียนรู้ เป็นการบูรณาการหลากหลายสาระวิชาสำหรับเด็กมัธยมซึ่งจะเน้นตอบโจทย์ความสนใจ และศักยภาพของแต่ละคน ฝึกทักษะการทำงาน และยังได้สร้างสรรค์ผลงานที่จะไปต่อยอดได้ อย่างเปิดเทอมมาคราวนี้ เรา ให้นักเรียนช่วยกันรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำท่วมเท่าที่เขาหาได้ จากสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ วิธีการอยู่รอดในภาวะน้ำท่วม หรือนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่คนธรรมดาคิดกันขึ้น มาเพื่อให้อยู่รอดได้ในภาวะน้ำท่วม ซึ่งอาจจะหาได้ จากทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ โจทย์ ใหญ่ที่เสริมเข้าไปสำหรับเทอมนี้คือ แต่ละคนจะต่อยอดจากความสนใจของตนเองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพื่อสร้างสรรค์งานหรือการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วมได้อย่างไร ซึ่งก็มีหลากหลายมาก แม้กระทั่งคนที่ชอบถ่ายรูปซึ่งตอนแรกบอกว่า ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็ยังคิดต่อยอดได้ว่า เขาจะเอารูปที่ถ่ายไว้ไปใช้งานรณรงค์ ฯลฯ แต่เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักเรียนต้องดึงความรู้ พื้นฐานจากในห้องเรียนมาใช้ด้วยโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาที่จะคอยถามคำ ถาม แนะนำแหล่งความรู้ ใช้เวลาไม่มากถ้านักเรียนวางแผนและจัดการเวลาเป็นเพื่อให้ การเรียนรู้ของตัวเองลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
 
     เรื่องเหล่านี้ ทำที่โรงเรียนไม่พอ ก็ยังทำงานกับผู้ปกครองด้วย ผู้ ปกครองของเราก็เป็นตัวอย่างจิตอาสาที่ดี และริเริ่มทำกิจกรรมดีๆ เสมอ เด็กๆ ได้เห็นตัวอย่างแบบนี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเขาก็จะได้ซึมซับไป เรื่อยๆ การทำงานกับผู้ ปกครองทำให้ทั้งนักเรียนและคุณครูได้เอาความรู้ความคิดจากในห้อง เรียนออกไปซักซ้อมกับคนที่มีประสบการณ์จริง และได้ทดสอบในสถานการณ์จริง
 
       จากบทสัมภาษณ์ดร.บงกช เศวตามร์ คุณครใหญ่ ฝ่ายมัธยม โรงเรียนเพลินพัฒนา จะเห็นได้ว่าสถานศึกษามีส่วนในการเตรียมเยาวชนให้พร้อมรับมือกับทุกๆสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเรียนการสอนที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจ เห็นความเชื่อมโยงของธรรมชาติกับการกระทำของมนุษย์ ที่ความจริงก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การเรียนรู้ตัวอย่างผู้คนที่ใช้ความคิดหาวิธีช่วยเหลือสังคมหลายๆ รูปแบบ และสามารถนำข้อมูลมาใช้เตรียมตัวรับสถานการณ์เมื่อเกิดภัยพิบัติได้ มีความสามารถจัดการตัวเองให้เอาชีวิตรอด รวมถึงการช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วยจิตอาสา ถ้าเราฝึกเด็กๆ ให้มองหลายด้าน ตั้งคำถามบ่อยๆ กับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น และตัวเขามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะอะไร ก็จะเป็นการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมกับการรับมือกับทุกวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในทุกเมื่อ
     

โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร




   
   
     
การเรียนรู้ในช่วงชั้น

ปฏิทินเพลินพัฒนา
 
โรงเรียนเพลินพัฒนาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๗

โรงเรียนเพลินพัฒนา 33/39-40 ถ.สวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทร.028852670-5 แฟกซ์ ต่อ 502. [email protected]
ค่า GPS : wgs84(x,y)(100.387720,13.787389),wgs84(พิกัด) E100,23,51.8 N13,47,14.6
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2547-2554 ทั้งภาพและเนื้อหาโดยโรงเรียนเพลินพัฒนา