กระบวนทัศน์ในการเรียน ศตวรรษที่ ๒๑ กับทุนทางสังคม - โรงเรียนเพลินพัฒนา ,โรงเรียนทางเลือก

หน้าแรก
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปงานสัมมนาและเสวนา

รายงานพัฒนาการนักเรียน
ปฏิทินโรงเรียน
ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
      
กระบวนทัศน์ในการเรียน ศตวรรษที่ ๒๑ กับทุนทางสังคม พิมพ์ อีเมล
  กระบวนทัศน์ในการเรียน
ศตวรรษที่ ๒๑ กับทุนทางสังคม

     "กระบวนทัศน์ในการเรียน ศตวรรษที่ ๒๑ กับทุนทางสังคม" โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนเพลินพัฒนา
 
     สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ควรที่จะรับสภาพความเป็นจริงคือ การเปลี่ยนแปลงไปของโลกใบนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของทุนทางสังคม แม้แต่โลกใบนี้ที่เราเคยเข้าใจว่ามีดวงจันทร์โคจรลอบโลก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นดาวเทียมที่เป็นวงโคจรรอบโลก แล้วดาวเทียมที่โคจรรอบโลกนี้เองที่ทำให้บุคลิกคุณสมบัติหลายเรื่องเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น การส่งข่าวสารต่างๆ ในสมัยก่อนนั้น ต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะสื่อสารกันรู้เรื่อง แต่คุณลักษณะที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น คือ ผู้คนรู้จักอดทนในการรอคอย ซึ่งแตกต่างจากในสมัยปัจจุบันอย่างมาก เพราะ เรามีไลน์ มีสติ๊กเกอร์ที่สามารถสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็สามารถเข้าใจกันได้คุณลักษณะดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดกลุ่มคนที่แตกต่างกันตามยุคสมัยต่างๆ ซึ่งจะเป็นคุณลักษณะติดตัวเด็กที่จะนำฐานความคิดและคุณลักษณะเหล่านั้นมาประกอบอาชีพและเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี
 
     ปัจจุบันลูกหลานของเราเป็นกลุ่มคนในยุค Generation Z ที่อยู่ติดกับเทคโนโลยีเต็มไปหมด เรารู้จักสังคมเมือง รู้จักสังคมชนบท และกำลังจะได้รู้จักสังคมกลางอากาศที่เป็นสังคมแบบเปิดอย่างไร้พรมแดนและมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากยุคก่อนๆอย่างมาก เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณลักษณะของคนในสมัยก่อนกับผู้คนในสมัยนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเด็กเหล่านี้จะโตขึ้นไปเป็นกลุ่มคนในยุค Generation Alpha ที่มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น เพราะ เขาสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google โดยไม่ต้องง้อระบบการศึกษาแบบเดิม เขาจะอยู่กับโลกที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ในมุมหนึ่งอาจจะมองว่าเป็นจุดแข็ง เพราะ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็จะได้คนที่เก่งมาก แต่เห็นแก่ตัวสิ้นดีและไม่เคยคิดที่จะทำอะไรให้กับสังคม โกยทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง  
     
     แต่ในอีกมุมหนึ่งเราจะได้เห็นคนที่เก่งเทคโนโลยีมากแต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องเลย เพราะเขาอยู่แต่กับเทคโนโลยีเต็มไปหมด จนไม่สนใจสิ่งต่างๆรอบตัว การที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์และอยู่กับธรรมชาติและได้อยู่กับชีวิต เขาเรียกว่ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคน มันสามารถซึมซับคุณลักษณะบางอย่างเข้าไปด้วย เช่น เด็กที่เลี้ยงสุนัข เขาต้องใช้ความอึดอดทน เขาต้องฝึกอารมณ์ตนเอง เขาต้องมีความเอื้ออาทร เขาต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับสิ่งที่เขาอยู่ด้วย แต่เด็กในยุค Generation Alpha สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่อ่อนแอสำหรับเขา เพราะ เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัส เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีสัมพันธภาพกับผู้อื่นสักเท่าไหร่ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนอย่างมากสำหรับเด็กในยุคนี้มันจะทำให้เขาอยู่ในสังคมไม่เป็น ซึ่งเด็กในยุค Generation Alpha นี้จะไม่ผูกพันแม้แต่กับองค์กรและวัฒนธรรมของบ้านเมือง เพราะ มันเป็นสังคมที่ไม่มีขอบเขต จะสังเกตได้ว่า มันมีทั้งด้านแข็งและด้านอ่อน สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังแสดงผลของมันออกมา

     สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ตอนนี้ คือ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขาได้เรียนรู้และซึมซับ ไม่ใช่ละเลย เพราะ ความเคยชินและไม่สนใจเขาเลย สำหรับกระบวนทัศน์ในการเรียนศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ไม่ผิดหรอกที่พ่อแม่ต้องการที่จะให้ลูกเรียนสูงๆเข้าไว้ เพื่อให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคงและมั่งคั่ง ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้ลูกเป็นมิจฉาชีพ ทุกคนล้วนอยากให้ลูกมีสัมมาชีพทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การเรียนรู้โดยมุ่งพึ่งผู้อื่น โดยต้องการมีพ่อแม่ในการปกป้องตนเองจนในวันหนึ่งลูกสามารถเลี้ยงตัวเองได้ วันที่ลูกจบปริญญา วันที่ลูกมีอาชีพ มีความมั่นคงในชีวิต มันกลายเป็นความสุขที่สุดของพ่อแม่
 
     
     เพราะฉะนั้นกระบวนทัศน์ที่พ่อแม่จะต้องช่วยกันและชวนกันคิดตอนนี้ ก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ลูกของเราสามารถมีสัมมาชีพ จึงเกิดคำว่า การเรียนเพื่อมุ่งอาชีพ (Learn to live) ทุกคนจะไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นก็คือ มีสัมมาชีพ และอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ควรจะติดเป็นอาวุธให้กับลูกก็คือ การเรียนเพื่อให้อยู่ร่วมกับสังคม (Learn to love) ได้ด้วย ให้เขารู้จักรักตัวเองและรักสังคมแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ไม่ใช่ทำให้เขาอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ เพราะ กระบวนการศึกษาและการเลี้ยงดูแบบเดิมๆ ที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวจนทำให้สังคมกลายเป็นสังคมที่เห็นแก่ตัวและเด็กเหล่านี้จะติดอาวุธการเห็นแก่ตัวต่อเนื่องกันไปจนเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรสอนให้ลูกมีการใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต (Love to learn) ที่มีทั้งการการเรียนรู้แบบพึ่งตนเองให้ได้ คือ เรียนเพื่อมุ่งอาชีพ (Learn to live) และต้อง เรียนเพื่อให้อยู่ร่วมกับสังคม (Learn to love) ได้ด้วย เขาจึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและพร้อมที่จะช่วยเหลือสังคมด้วยจิตสำนึกของตัวเขาเอง
 
 
การเรียนรู้ในช่วงชั้น

 
โรงเรียนเพลินพัฒนาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๗

โรงเรียนเพลินพัฒนา 33/39-40 ถ.สวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทร.028852670-5 แฟกซ์ ต่อ 502 [email protected]
ค่า GPS : wgs84(x,y)(100.387720,13.787389),wgs84(พิกัด) E100,23,51.8 N13,47,14.6
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2547-2554 ทั้งภาพและเนื้อหาโดยโรงเรียนเพลินพัฒนา