ทุนชีวิต : การดำรงชีพและสุขภาวะทางกาย - โรงเรียนเพลินพัฒนา ,โรงเรียนทางเลือก

หน้าแรก
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปงานสัมมนาและเสวนา

รายงานพัฒนาการนักเรียน
ปฏิทินโรงเรียน
ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
      
พิมพ์ อีเมล
  “ทุนชีวิต : การดำรงชีพและสุขภาวะทางกาย”

โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี
ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนเพลินพัฒนา
 
      สังคมในทุกวันนี้เลี้ยงลูกด้วยทุนทางด้านวัตถุ ลูกอยากได้อะไรซื้อให้หมด และทุนที่สองที่กำลังมาแรงในตอนนี้ คือทุนเร่งรัดเรียน จนสุดท้ายเด็กอยู่ในสังคมไม่ได้ เพราะขาดทุนทางชีวิต เนื่องจากพ่อแม่เลี้ยงลูกผิดวิธี จากผลการสำรวจจิตใจในการแบ่งปันของเด็กทั้งประเทศ ได้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กที่มีความผิดปกติทางร่างกายจะมีน้ำใจ และแบ่งปันให้กับผู้อื่นมากกว่าเด็กที่มีปกติทุกอย่าง ถึงสังคมจะตีตราเขาว่าเป็นเด็กที่มีสภาวะยากลำบาก แต่เขากลับมีน้ำใจในการแบ่งปันมากกว่าเด็กปกติถึงสองเท่า และกลุ่มเด็กที่มีโอกาสแบ่งปันน้ำใจน้อยที่สุด กลับกลายเป็นเด็กที่เรียนเก่งที่สุด เพราะพ่อแม่สอนให้เขาเรียนอย่างเดียวจนเขาไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลย หากจะอธิบายคำว่าต้นทุนชีวิตให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือทักษะชีวิตบวกกับจิตสำนึก โดยมีตัวชี้วัด ๕ พลัง มีที่มาจากนิ้วมือ ๔ นิ้ว และมีนิ้วโป้งที่เปรียบเสมือนสมองส่วนอารมณ์ที่มีนิ้วทั้ง ๔ ห่อหุ้มไว้ เหมือนเป็นการควบคุมอารมณ์ของตนเอง และกลายเป็นพลังตัวตน คือตัวที่ ๕ ซึ่งสำคัญที่สุด โดย ๔ นิ้วที่กล่าวมานั้นประกอบไปด้วย
 
นิ้วที่ ๑ คือ พลังครอบครัว
นิ้วที่ ๒ คือ พลังของกระบวนการสร้างปัญญา ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะในรั้วโรงเรียนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย ทั้งในเรื่องของภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เป็นต้น
นิ้วที่ ๓ คือ พลังของเพื่อนและกิจกรรม
นิ้วที่ ๔ คือ พลังของชุมชน
 
     
     ถ้าสามารถทำให้เด็กคุมอารมณ์ของตนเองได้ และมีการจัดการอารมณ์ที่ดีก็จะทำให้เด็กมีต้นทุนชีวิตที่ดีทั้งทักษะชีวิตและจิตสำนึก หมายถึงนั่นจะกลายมาเป็นพลังตัวตนที่มีทั้งทักษะ การจัดการ และการควบคุมอารมณ์นั่นเอง
สำหรับบทบาทของพ่อแม่ที่จะเลี้ยงลูกให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และมีสุขภาวะที่แข็งแรง มีอยู่ด้วยกัน ๓ อย่าง คือ พ่อแม่มีหน้าที่พัฒนาสติปัญญา พัฒนาอารมณ์จิตใจ และพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับสังคม อีกทั้งยังต้องรักลูกให้ถูกทางด้วย ไม่ปล่อยปะละเลย และไม่เคร่งครัดจนเกินไป จนเกิดปัญหากับเด็ก เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงต้องเลี้ยงลูกแบบทางสายกลาง ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด
 
     ที่ผ่านมาเราเคยคิดว่าเด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าสีขาว ซึ่งเราเข้าใจผิดมาตลอด อีกทั้งยังเอาลูกของตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น จนมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมลูกเราถึงไม่เหมือนลูกคนอื่น ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าคนทุกคนล้วนแตกต่างกัน เด็กบางคนว่องไวแต่บางคนอาจเชื่องช้า เด็กบางคนปรับตัวได้ดีในขณะที่อีกคนไม่สามารถปรับตัวได้เลย จะเห็นได้ว่ารสนิยม บุคลิก และคุณลักษณะของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องมีศิลปะในการเลี้ยงลูกโดยจะต้องรู้ก่อนว่า ลูกของเรานั้นมีลักษณะอย่างไร เป็นเด็กเลี้ยงง่าย หรือเลี้ยงยาก เด็กที่ผีเข้าผีออก หรือเด็กที่ปรับตัวได้ยาก แล้วอย่าเปรียบเทียบเด็กที่เลี้ยงง่ายกับเด็กที่เลี้ยงยาก เพราะจะทำให้เด็กเกิดภาวะที่ไม่ดีกับจิตใจของ
 
     ตัวเอง จนทำให้เกิดความอิจฉาริษยา ตรงนี้พ่อแม่จะต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า เด็กไม่ใช่ผ้าสีขาวที่เหมือนกันหมด แต่เด็กเปรียบดั่งผ้าสีพื้นที่มีความต่าง แล้วช่วยกันพัฒนาชีวิตของเขาไปในทางที่ถูกต้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ต้องดูลูกๆ ก็คือ เวลาในการพักผ่อนของเด็กในสมัยนี้ เพราะการนอนน้อยจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองอย่างมาก ตอนที่เรานอนนั้นสมองจะทำหน้าที่จัดการระบบของมันได้อย่างเต็มที่ตามส่วนต่างๆ ของสมอง ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่าการจัดการของสมอง จะเห็นได้ว่าในบางโรงเรียนมีการให้เด็กทำสมาธิก่อนเข้าเรียน เพื่อเป็นการสร้างสติให้กับตนเองและสมองให้เปิดรับการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นต้นทุนชีวิตที่ดีให้กับเขา
 
     
การเรียนรู้ในช่วงชั้น

 
โรงเรียนเพลินพัฒนาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๗

โรงเรียนเพลินพัฒนา 33/39-40 ถ.สวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทร.028852670-5 แฟกซ์ ต่อ 502 webmaster@plearnpattana.com
ค่า GPS : wgs84(x,y)(100.387720,13.787389),wgs84(พิกัด) E100,23,51.8 N13,47,14.6
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2547-2554 ทั้งภาพและเนื้อหาโดยโรงเรียนเพลินพัฒนา