เรื่องเล่าศิษย์เก่าเพลิน - โรงเรียนเพลินพัฒนา ,โรงเรียนทางเลือก

หน้าแรก
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปงานสัมมนาและเสวนา

รายงานพัฒนาการนักเรียน
ปฏิทินโรงเรียน
ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
      
เรื่องเล่าศิษย์เก่าเพลิน พิมพ์ อีเมล
 
เรื่องเล่าศิษย์เก่าเพลิน: How to be yourself and still blend in ?

     “How to be yourself and still blend in ?” “จะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกเป็นตัวของตนเองแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากผู้อื่น” วิทยากรโดยน.ส. เมริษา ยอดมณฑป ศิษย์เก่าเพลินพัฒนารุ่นที่ ๑ ในฐานะนักจิตวิทยาอย่างเต็มตัวที่มาพร้อมความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ ณ โรงเรียนเพลินพัฒนาเมื่อวันที่ ๒ และ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐
 
“How to be yourself and still blend in ?”

“จะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกเป็นตัวของตนเองแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากผู้อื่น”
 
     คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านเมื่อถูกถามด้วยคำถามนี้ มักจะพุ่งความสนใจไปที่ “ตัวตน” ของลูก หรือ ที่เรียกโดยทั่วไปว่า “อุปนิสัย” “บุคลิกภาพ” “ลักษณะทั้งภายนอก และภายใน” และอื่นๆของลูกที่ปรากฏ พร้อมกับตั้งคำถามว่า “เอ๊ะ ลูกแตกต่างจากลูกคนอื่นไหม?” และ “ที่ลูกเป็นอยู่ทุกวันนี้ใช่ตนตนของเขาจริงๆ ไหม?” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก่อนจะรู้ตัวว่า เรารู้จักลูกดีหรือไม่ ตัวเราเองในฐานะพ่อแม่ เรารู้จักตัวเราเองดีหรือยัง?
 
       
ตรงนี้นำไปสู่ขั้นตอนแรกเพื่อนำไปสู่คำตอบของคำถามข้างต้น นั่นก็คือ
 
“Know yourself, know your child.”
 
     ทำไมเราต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อนจะรู้จักลูกของเรา คำตอบก็คือ เพราะพ่อแม่ก็เหมือนครูคนแรกในชีวิตของลูก ตั้งแต่ลูกของเราเริ่มหายใจ และลืมตามองเห็นเรา ตำแหน่งและหน้าที่การเป็น “กระจกสะท้อนชีวิต” ของลูกก็ถูกยัดเยียดมาให้กับพ่อแม่อย่างเราโดยที่เต็มใจ หรือไม่เต็มใจ และรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม พ่อแม่ก็เหมือนกระจกบานใหญ่ที่ลูกจะใช้สะท้อนเงาของชีวิตเขา ถ้าเราเป็นกระจกที่ใสสะอาด กล่าวคือ มีความชัดเจนในตัวเอง และมีความสม่ำเสมอกับชีวิต ก็ไม่ยากเลยที่ลูกจะมองเห็นเงาของเขาที่สะท้อนผ่านตัวเราได้ชัดเจน ถ้าให้ยกตัวอย่าง การเป็นกระจกที่ดีก็คือ การที่พ่อแม่เข้าใจว่า วิธีการที่ใช้เลี้ยงลูกควรมีความสม่ำเสมอทั้งในเรื่องกฎเกณฑ์ที่วางร่วมกันภายในบ้าน การบอกความคาดหวังกับลูกโดยที่รับฟังความคาดหวังของลูกที่มีต่อตัวพ่อแม่เองด้วย และหมายรวมถึงความมั่นคงทางอารมณ์ของพ่อแม่ ไม่เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะลูกจะสับสน และขาดความมั่นใจในพ่อแม่ของเขาเอง
 

     นอกจากนั้นการตรวจสอบว่า ณ เวลานี้เรากำลังรู้จักตัวเราเอง และลูกเป็นอย่างดีหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ด้วย ๕ คำถามพื้นฐานดังต่อไปนี้ โดยการตอบคำถามผู้ตอบต้องซื่อสัตย์กับตนเอง


เพื่อที่จะรู้จักตนเอง "Know yourself"

 
๑. เราชอบอะไร

๒. ความสุขที่เกิดขึ้นกับเราครั้งล่าสุด มีสาเหตุมาจากอะไร

๓. เรายิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไร

๔. นอนเต็มอิ่มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ (นิยามของคำว่า “นอนเต็มอิ่ม” คือ การนอนที่ไม่ขาดช่วง ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น และมีพลัง)

๕. เราได้กอดกับใครสักคนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ (เพราะ การกอด คือการยืนยันคุณค่าในตัวเองมีใครที่รักเราอยู่มั้ย การกอดคือการแสดงออกว่าเรารัก ไว้ใจ คนๆนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้เค้ารู้สึกมีตัวตน และรู้สึกว่าเค้ามีคุณค่าในตัวเอง เราจึงควรกอดลูกบ่อยๆ)
 
     
หากวันใดที่เรารู้สึกว่า ลูกของเราเป็นอย่างไรแล้ว อย่าลืมตรวจสอบตัวเองด้วยคำถาม ๕ คำถามนี้

เพื่อที่จะรู้จักลูก “Know your child”
 
๑. ลูกชอบอะไร?

๒. อาหารที่ลูกชอบกิน (อาหาร นิสัยการกินของลูก เขาชอบกินแบบไหน? เพราะทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นนิสัยบางอย่างในตัวเขาเช่นกัน)

๓. ความฝันของลูก (เขาเคยฝันจะเป็นอะไร โดยที่ความฝันดังกล่าวไม่ต้องยึดตามหลักตามความเป็นจริง เพราะความฝัน กับ เป้าหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เช่น เขาอาจจะเคยฝันว่าอยากเป็นพ่อมดแม่มด เหมือน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็เป็นได้)

๔. เพื่อนสนิทของลูกเป็นใคร? (ตามหลักจิตวิทยาแล้ว คนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมักจะดึงดูดเข้าหากันและกัน ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าลูกของเราเป็นอย่างไรเมื่ออยู่กับคนอื่นสามารถสังเกตได้จากเพื่อนของลูก)

๕.เรื่องสุดท้ายที่คุยกับลูกคือเรื่องอะไร?
 
     
     ถ้าหากเราในฐานะพ่อแม่ ยังไม่แน่ใจในคำตอบ หรือ ไม่ทราบคำตอบ วันนี้เมื่อกลับไปเราต้องกลับไปทำการบ้าน และทบทวนว่าลูกของเราเป็นอย่างไร
 
เมื่อเรารู้จักตัวเรา และลูกของเราดีพอแล้ว ขั้นต่อไปคือ
 
“Understanding & Accepting with unconditioning”
 
     การเข้าใจ และยอมรับอย่างปราศจากเงื่อนไข คุณพ่อคุณแม่มักเข้าใจว่า แค่ความรักก็เพียงพอต่อการมองข้ามทุกความแตกต่างที่ลูกมี แต่ในความเป็นจริงแล้วความรักที่ปราศจากความเข้าใจ และการยอมรับ เป็นความรักที่ฟุ่มเฟือย ไม่ได้แตกต่างจากการให้เงินลูกอย่างไม่จำกัด แต่ไม่ได้สอนลูกถึงวิธีการใช้เงิน

     ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นในลูกของเราสามารถปรากฏตั้งแต่วันที่ลูกเกิดมา เช่น ลูกมีความพิเศษ หรือ มีความบกพร่องในทักษะบางอย่าง หรือ แตกต่างทางกายภาพ เป็นต้น และความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อลูกโตพอที่จะรู้ความต้องการของตนเองจากภายใน เช่น เพศสภาพ (Gender) ในเด็กบางคนอาจพบว่าตนเองเป็นเด็กผู้ชายที่บังเอิญเกิดมาในร่างของเด็กผู้หญิง หรือ เด็กผู้หญิงที่บังเอิญเกิดมาในร่างของเด็กผู้ชาย, รสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากคนอื่น เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นในบางกรณีไม่ใช่ที่เด็กที่แตกต่าง แต่ครอบครัวของเด็กมีความแตกต่างจากครอบครัวอื่นๆ เช่น มีคุณพ่อคุณแม่ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน, มีพี่ที่เป็นเด็กพิเศษ เป็นต้น
 
     

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นกรณีใดที่เกิดขึ้น เด็กทุกคนล้วนแล้วต้องการได้รับความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับทั้งนั้น
เมื่อครอบครัวของเด็กสามารถเข้าใจ และยอมรับเด็กได้เป็นอย่างดี นำไปสู่ขั้นของการปล่อยเด็กเข้าสู่สังคมของเพื่อนๆ ขั้นต่อมาที่เกิดขึ้น คือ

 

“Helping & Supporting”

     ในขั้นนี้ เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในโรงเรียน เพื่อนๆ คือผู้ที่เป็น Social Norm (สังคม) ของเด็ก เมื่อเด็กมีความแตกต่างจากคนอื่น บางครั้งด้วยวุฒิภาวะที่ไม่มากพอของเพื่อนๆ ทำให้เด็กไม่ได้รับการยอมรับ และโดนกลั่นแกล้งได้ ในฐานะพ่อแม่สิ่งที่เราทำได้ คือ การอยู่เคียงข้างลูก ให้ความมั่นใจกับลูกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่จะอยู่ตรงนี้ พร้อมที่จะเป็น comfort zone ของลูกเสมอ และคอยให้คำแนะนำเมื่อลูกสงสัย หรือ ต้องการคำชี้แนะจากเรา ถึงแม้ว่า เราอยากจะกระโดดเข้าไปแก้ปัญหาแทนลูกเราแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตของลูกก็คือชีวิตของลูก เขาต้องเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง และลุกขึ้นยืนด้วยตัวเขาเองเมื่อล้ม เราไม่สามารถปกป้องเขาได้ทั้งชีวิตของเรา แต่ในกรณีที่การกลั้นแกล้งนั้นเลยเถิด เป็นอันตรายต่อตัวลูกเอง ต่อเพื่อน และคนอื่นๆ เราในฐานะพ่อแม่ต้องประสานงานกับทางโรงเรียน ให้คุณครูลงไปช่วยเหลือ หรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ถ้าพ่อแม่สงสัยว่า จะทราบได้อย่างไรว่า ลูกของเราโดนกลั่นแกล้งอยู่หรือไม่ ถ้าลูกไม่ยอมบอก พ่อแม่สามารถสังเกตได้จาก ๑.. แววตาที่ไม่สดใสเหมือนเช่นเคย ๒. น้ำเสียง ท่าทางเวลาถามเรื่องราวความเป็นไปในโรงเรียน ๓. เมื่อถามถึงเพื่อนที่ลูกเล่น หรือ คุยด้วย ลูกไม่สามารถตอบได้อย่างราบรื่น หรือ ไม่กล้าบอกว่าคบกับใครอยู่ ให้เริ่มสังเกตอาการอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่อันตรายอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการกลั่นเเกล้ง เช่น โรคซึมเศร้า เก็บกด อารมรณ์รุนแรง และการทำร้ายตัวเอง

 
     สุดท้าย ในครอบครัวส่วนใหญ่ที่ลูกใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสังคมเพื่อน ลูกที่ได้รับการยอมรับ อาจจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเป็นที่ยอมรับมากนัก เพราะตนเองได้รับมันมาโดยตลอด แต่อย่าลืมว่า ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคม เป็นสภาพแวดล้อมให้กับเพื่อนคนอื่นๆ เช่นกัน
 
“Respecting others"

     หากเราในฐานะพ่อแม่ไม่ได้สอนลูกเรื่องการให้ความเคารพผู้อื่น และยอมรับในความแตกต่าง ลูกอาจจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เมื่อพ่อแม่อยากให้ลูกได้รับการยอมรับ อย่าลืมสอนให้เขายอมรับคนอื่นก่อน เมื่ออยากให้ลูกได้รับความเคารพ ความเข้าใจ และความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่าลืมสอนให้เขาทำเช่นนั้นกับคนอื่นก่อน สิ่งเหล่านี้จะต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
 
     
     อย่าใช้ความกลัวในการสอนเด็ก เช่น เห็นขอทาน พ่อแม่บางครอบครัวจะสอนลูกว่า “ถ้าไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ระวังจะต้องมาเป็นขอทานนะ” ทั้งๆ ที่จริงแล้วสิ่งที่ควรสอนคือการใช่ความเมตตา “ลูกเห็นขอทานไหม เขาน่าสงสารเนอะ ถ้าลูกอยากจะช่วยเขา ลูกต้องตั้งใจเรียนนะ แล้วสักวันเมื่อลูกจบมาลูกอาจจะช่วยเขาได้” เป็นต้น โดยพ่อแม่เองต้องเป็นตัวแบบให้กับลูก เราต้องระวังไม่ตัดสินคนอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้ความเคารพกับทุกอาชีพ และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา เพราะการทำให้ดู คือ วิธีการสอนที่ดีที่สุดสำหรับลูก
 
     
     หลังจบการพูดคุยจึงฝากให้เมสะท้อนความรู้สึกของการเปลี่ยนบทบาทจากเด็กคนหนึ่งที่เคยวิ่งเล่นในรั้วเพลินพัฒนาเมื่อสิบกว่าปีก่อน มาเป็นวิทยากรให้ความรู้กับคุณพ่อ คุณแม่เมื่อวันที่ ๒ และ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา...
 
“ครั้งแรกในฐานะวิทยากรของโรงเรียนเพลินพัฒนา”

     ทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมโรงเรียน ตัวเมจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคุณครู และคุณพ่อคุณแม่เสมอ ในฐานะที่เคยเป็นเด็กน้อยกะโปโลชอบวิ่งเล่นในสนามบาสจนเย็นย่ำทุกวัน มาวันนี้ที่เมเป็นผู้ใหญ่เสียเอง ทำให้เมอดใจหายไม่ได้เลย เวลาช่างโบยบินไวเหลือเกิน เมต้องขอขอบพระคุณคุณครูหลายๆท่านที่ให้การอบรมสั่งสอนเมเป็นอย่างดี รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ของเมเองที่ทำให้เมเป็นเมในวันนี้
 
     
     ในวันนี้ ตามคำชักชวนของคุณแม่บี๋ และคุณครูอ้อม เมได้กลับมาที่โรงเรียนในฐานะของวิทยากรรับเชิญ ความรู้สึกมันจึงแปลก และแตกต่างออกไป เพราะที่ผ่านมา เมอยู่ในฐานะนักเรียน ที่คอยรับข้อมูล และเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากผู้อื่น แต่วันนี้ตรงที่ๆ เมยืนอยู่ แม้จะเป็นที่ๆ เดิม แต่สถานะของเมได้เปลี่ยนไปแล้ว เมกลับมาเพื่อแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเมที่สั่งสมมาแม้ไม่นาน และไม่ได้มากมายเทียบเท่ากับผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ถึงกระนั้นเมอยากให้สิ่งที่เมมีด้วยความเต็มใจ และจะเป็นสุขใจอย่างยิ่ง ถ้าสิ่งที่เมมอบให้จะเป็นประโยชน์กับผู้ฟัง และเขาสามารถส่งต่อออกไปให้ผู้อื่นเช่นกัน
 
     
     สำหรับศิลปิน นักร้อง นักดนตรีหลายๆ ท่าน การเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรก หรือ การ Debut นั้นมีความสำคัญ และมีความหมายต่อชีวิตศิลปินของเขาเป็นอย่างมาก แม้ว่า ครั้งแรกอาจจะไม่ใช่ครั้งที่เขาทำมันได้ดีที่สุดในชีวิต แต่เพราะครั้งแรกที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะสามารถนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ สำหรับเมก็เช่นกันการเป็นวิทยากรในวันนี้เหมือนความฝันที่กำลังเกิดขึ้นจริง เมดีใจที่คุณพ่อคุณแม่ และคุณครูให้การตอบรับที่ดีกับเม ครั้งนี้วิทยากรอาจจะเป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่เพราะทุกๆ คน ทำให้วิทยากรอย่างเมรู้สึกมีคุณค่า และมีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ต่อไป ขอบพระคุณทุกๆ คนมากค่ะ
 
     สุดท้าย เมเคยให้สัญญากับครูประจำชั้นคนแรกที่โรงเรียนเพลินพัฒนาว่า เมจะเป็นต้นไม้ที่โตเข้าหาแสงเสมอ และจะเป็นต้นไม้ที่ให้ประโยชน์แก่คนอื่น ให้ร่มเงา ให้อากาศ และให้ชีวิต เมอยากให้ครูได้รับรู้นะคะว่า

     “เด็กน้อยคนนี้กำลังเติบโตเข้าหาแสงอย่างที่สัญญาเอาไว้”ถึงจะเป็นแค่ต้นไม้ที่ไม่สูงใหญ่เหมือนใครเขา แต่เมจะเติบโตต่อไปไม่มีวันหยุด ตราบใดที่ยังมีแสงส่องถึง

 
     
บทความโดยนักจิตวิทยา น.ส. เมริษา ยอดมณฑป (ศิษย์เก่าเพลินพัฒนารุ่นที่ ๑)
วทบ.จิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ๑)
MSc.Early Intervention in Psychosis,King's College London
ประสบการณ์ช่วยเหลือเด็กพิเศษแสงเหนือ และวิทยากรรับเชิญวิชาจิตวิทยาเด็กพิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

แนะนำภาพยนตร์ที่เหมาะแก่การสอนเด็กให้เข้าใจ และยอมรับความแตกต่าง

     
Wonder

(เด็กที่มีใบหน้าไม่เหมือนใคร)
Jesus Henry Christ

(เด็กอัจฉริยะที่ประหลาดกว่าเพื่อนๆ)
La Famiile Belier

(เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง
ที่เกิดมาในครอบครัวที่หูหนวก)

 

About Ray

(เด็กชายที่เกิดในร่างเด็กหญิง)
การเรียนรู้ในช่วงชั้น

 
โรงเรียนเพลินพัฒนาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๗

โรงเรียนเพลินพัฒนา 33/39-40 ถ.สวนผัก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทร.028852670-5 แฟกซ์ ต่อ 502 webmaster@plearnpattana.com
ค่า GPS : wgs84(x,y)(100.387720,13.787389),wgs84(พิกัด) E100,23,51.8 N13,47,14.6
สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ. 2547-2554 ทั้งภาพและเนื้อหาโดยโรงเรียนเพลินพัฒนา